blogger counters

AIS : ชินคอร์ปเคลียร์ทุกกรณี ยันทำธุรกิจสุจริต เชื่อมั่นความยุติธรรม

ชี้คำพิพากษาเป็นเรื่องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีเอี่ยวกับบริษัท การเทขายหุ้นเป็นสิทธิส่วนบุคคล “สมประสงค์”โต้ไปสิงคโปร์คุยกับแบงก์ไม่ได้เจรจาเทมาเส็ก…

วันนี้ (10 มี.ค.) นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2553 ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทในกลุ่มหลายประการ เพื่อความกระจ่างบริษัทฯ จึงขอชี้แจงว่า คำพิพากษานั้นจำกัดอยู่เฉพาะประเด็นที่ว่าทรัพย์สินบางส่วนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ มิได้มีผลกระทบให้บริษัทและบริษัทในกลุ่มต้องดำเนินใดๆ เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ใช่คู่ความในคดี และบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารบ้านเมือง

“ที่ผ่านมา บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและสัญญาด้วยความสุจริต การออกมาชี้แจงถือเป็นเรื่องของฝ่ายจัดการและกรรมการบริหาร ที่ควรรักษาสถานภาพของบริษัทฯ เนื่องจากข่าวที่ออกมาอาจก่อให้เกิดความวิตกและไม่เข้าใจ” นายสมประสงค์ กล่าว

กรณีการเก็บภาษีสรรพาสามิตแทนการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งนั้น เป็นกลไกภายในของภาครัฐซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เสียหาย

เพราะบริษัทฯ ยังจ่ายส่วนแบ่งรายได้เท่าเดิม ส่วนกรณีปรับสัญญาจ่ายส่วนแบ่งรายได้ระบบพรีเพด (Prepaid) ระหว่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เกิดจากการศึกษาด้านสถิติและความตกลงระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการของทีโอที และกำหนดให้มอบประโยชน์แก่ประชาชน เช่นเดียวกับกรณีการโรมมิ่ง ที่ถือเป็นการเพิ่มโอกาสแก่ผู้ใช้บริการ

ด้านกรณีดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ก็ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติจากภาครัฐโดยไม่เคยกระทำการล่วงหน้า ส่วนกรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) หรือ เอ็กซิม แบงก์ ที่ปล่อยกู้แก่ประเทศพม่าจำนวน 4 พันล้านบาทนั้น บริษัทฯ ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งนี้ ประเทศพม่าก็เคยเป็นลูกค้าของไทยคมมาก่อน

“การที่มีผู้บริหารบางรายออกมาเทขายหุ้น ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สามารถกระทำได้ โดยหุ้นจำนวนดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ เนื่องจากถือเป็นส่วนเล็กน้อยเท่านั้น โดยตั้งแต่ศาลมีคำตัดสินคดีฯ บริษัทฯ ก็ยังไม่ได้ชี้แจงแก่ผู้ถือหุ้นหรือเรียกประชุมคณะกรรมการแต่อย่างใด ส่วนการเดินทางไปประเทศสิงคโปร์นั้น ผมไปมาจริงเมื่อวันที่ 1-2 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่เป็นการเดินทางไปพบกับธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ เป็นการนัดคุยประจำปีเพื่อแจงผลประกอบการและแผนงานของบริษัทฯ ตามที่ตกลงวันเวลาไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่การเจรจากับเทมาเส็กซึ่งยังไม่มีนโยบายถอนทุนแต่อย่างใด” นายสมประสงค์ กล่าว

ขณะนี้ สถานภาพของทีโอทีและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยังคงมีสภาวะเป็นคู่สัญญา หากหน่วยงานใดมีความประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดก็สามารถติดต่อมายังบริษัทฯ เพื่อขอคำชี้แจงได้ การจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นสิทธิและอำนาจที่กระทรวงฯ สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานใดๆ เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

“ถือว่าบริษัทฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร การตัดสินคดีความฯ ก็เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งเราเชื่อว่าประเทศมีความยุติธรรม ภายใต้การพิจารณาด้วยเหตุผล อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ พร้อมดำเนินการสู่กระบวนการศาลตามขั้นตอน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการและเริ่มต้นใดๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ จึงเตรียมดำเนินการตามแผนธุรกิจเดิมต่อไป” นายสมประสงค์ กล่าว

ในฐานะบริษัทโฮลดิ้ง การมองหาธุรกิจใหม่ถือเป็นพันธกิจของบริษัทฯ ในอนาคตบริษัทฯ เตรียมขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่มเทเลคอมและมีเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและพูดคุย เชื่อว่าภายในปีนี้จะสามารถเปิดให้บริการได้ตามแผนงานเดิมที่วางไว้

ที่มา  ไทยรัฐออนไลน์  10 มีนาคม 2553

Leave a Reply