blogger counters

ไอซีทีเบี้ยวชี้ชะตาปม’ไทยคม’ ส่อเลื่อนเป็น 2 ส.ค.


นายจุติ ไกรฤกษ์

แหล่งข่าววงในกระทรวงไอซีที เผยรมว.ไอซีทีให้คณะกก.มาตรา 22 ขยายวันชี้ชะตาสัญญาสัมปทานไทยคม คาดคืบหน้าวันที่ 2 ส.ค.53 ขณะที่ผู้สื่อข่าวติดต่อรมว.ไม่ได้…

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. แหล่งข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า หลังจากนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ได้ทำหนังสือสั่งการให้คณะกรรมการมาตรา 22 พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมการงานหรือดำเนินกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ที่มีนายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงไอซีที กลับไปหาข้อสรุปและแนวทางการแก้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2553  ที่ผ่านมา โดยมีกรอบเวลาการหาข้อสรุปให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันทำการ โดยจะครบกำหนดในวันที่ 2 ส.ค.2553

วันเดียวกันนี้ คณะกรรมการมาตรา 22 ยังได้ประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเสนอ รมว.ไอซีที ตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยคณะกรรมการมาตรา 22 เพิ่มแนวทางการแก้ไขปัญหาจากผลสรุปที่เสนอก่อนหน้านี้เท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ทั้ง 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรกให้ไทยคมคืนเงินประกันค่าสินไหมจำนวน 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 200 ล้านบาท ที่ได้จากการที่ดาวเทียมไทยคม 3 เสียหาย และต้องปลดระวางก่อนกำหนดมาให้ไอซีที แนวทางการแก้ไขปัญหาคือให้สำนักงานกิจการอวกาศแห่งชาติ ประสานงานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อปรึกษาแนวทางการเรียกเงินคืนจากไทยคม จากนั้นก็ต้องประสานไปยังบริษัท เพื่อเรียกเงินคืน สำหรับเงินประกันจำนวนดังกว่าไทยคมเคยชี้แจงว่าได้นำไปเป็นค่าเช่าใช้ดาวเทียมต่างประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานระหว่างสร้างดาวเทียมไทยคม 5 ยิงขึ้นวงโคจรเพื่อใช้งานทดแทนไทยคม 3

ประเด็นที่ 2. ไทยคมจะต้องยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ขึ้นสู่วงโคจร เนื่องจากไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ที่ไทยคมอ้างไม่ใช่ดาวเทียมสำรองไทยคม 3 โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตีความแล้วว่าเป็นดาวเทียมดวงใหม่ และถือว่าเป็นดาวเทียมนอกสัมปทาน แนวทางแก้ไขในส่วนนี้สำนักงานกิจการอวกาศต้องประสานงานไปยังบริษัท ในรายละเอียดว่าจะต้องจัดสร้างดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง และจะสามารถยิงดาวเทียมดาวสำรองดวงดังกล่าวได้เมื่อไร

ส่วนประเด็นสุดท้าย กรณีไทยคมลดสัดส่วนถือหุ้นจาก 51% เหลือ 40% โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.นั้น คณะกรรมการมาตรา 22 ได้สรุปว่า ไทยคมจะต้องกลับไปถือครองหุ้นในสัดส่วนเท่าเดิมคือ 51% โดยประเด็นการแก้ไขดังกล่าวนี้ หากผ่านความเห็นชอบจาก รมว.ไอซีที จะนำเสนอ ครม. ต่อไป โดยเรื่องดังกล่าวที่ผ่านมาทำผิด เพราะไม่ได้เสนอเข้า ครม.ดังนั้นแนวทางการแก้ไข จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ ครม.ให้ถูกต้อง ส่วน ครม.จะให้บริษัทชินคอร์ปเพิ่มสัดส่วนเท่าเดิมตามที่คณะกรรมการมาตรา 22 ให้ความเห็นหรือไม่ก็เป็นสิทธิของ ครม.

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า กรณีที่ รมว.ไอซีที ระบุว่าคณะกรรมการมาตรา 22 ไม่ได้ให้ความเห็นเรื่องดาวเทียมไอพีสตาร์ วันที่ 7 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา ตอนครบกำหนดส่งข้อสรุปครั้งแรกนั้น เนื่องจากคณะกรรมการมาตรา 22 ไม่มีอำนาจ เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าดาวเทียมดังกล่าวเป็นดาวเทียมนอกสัญญาทำให้ไม่มีหน้าที่ดำเนินการได้ แต่ก็ได้ให้ความเห็นในข้อสรุปที่จะส่ง รมว.ครั้งใหม่นี้ ว่าควรจะส่งเรื่องหารือกฤษฎีกาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับดาวเทียมไอพีสตาร์

“คณะกรรมการมาตรา 22 มีหน้าที่ติดตามกำกับดูแลตามสัญญา แต่ไอพีสตาร์ กฤษฎีกาได้ชี้แจงมาแล้วว่าอยู่นอกเหนือสัญญา ก็ต้องเป็นหน้าที่ของสำนักงานกิจการอวกาศที่ต้องไปดูว่าคุณสมบัติของดาวเทียมแตกต่างกันมากน้อยอย่างไรกับไทยคม 3 หรือ ถ้าเป็นแง่กฎหมายก็ต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ และถ้าในส่วนของเงินประกันก็อาจจะไปประสานกับกระทรวงการคลังว่าจะดำเนินการเช่นไร รวมถึงสัดส่วนการถือหุ้นก็ต้องให้ ครม.ตัดสินใจ โดยสำนักงานกิจการอวกาศต้องไปประสานงาน” แหล่งข่าวกล่าว.

โพสโดย ข่าวไอที

/ ที่มาของข่าว : ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 28 – 07 – 2553

Leave a Reply