ไอซีทียันไม่เลิกสัมปทาน 2จี-ครม.เห็นชอบเปลี่ยนรูปแบบ

จุติ ไกรฤกษ์
รมว.ไอซีที ยืนยันยังไม่ยกเลิกสัมปทาน 2จี กับเอกชน 3 ราย ด้าน ครม.เห็นชอบให้คณะกรรมการร่วมไอซีที-คลัง เสนอเปลี่ยนรูปแบบให้บริการ 3 จี จากสัญญาสัมปทานเป็นใบอนุญาตแทน พร้อมยึดประโยชน์รัฐ ขณะที่ ทีดีอาร์ไอชี้สูตรต่างๆ ยังซับซ้อน แนะคลังไอซีที กทช.หารือร่วมกัน… <br />
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าการยกเลิกสัมปทานใบอนุญาตสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2จี กับภาคเอกชน 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด โดยยืนยันว่ายังไม่มีการยกเลิกสัมปทาน 2จี กับภาคเอกชนทั้ง 3 ราย โดยมีการตั้งคณะทำงานติดตามแผนการดำเนินงาน และหาแนวทางให้เสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ ต้องจะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่รัฐบาลประชาชนไม่ลดลง และต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย รวมถึง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะได้ประโยชน์จากสัมปทานที่มีอยู่
รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ปิดกั้นการประมูลใบอนุญาต หรือ ไลเซ่นส์ 3จี หากแนวทางดังกล่าวยังเป็นจุดเริ่มยังไม่ได้ข้อสรุป อย่างไรก็ตาม จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) อีกครั้ง ในวันที่ 21 ก.ค.นี้
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ที่ให้ยุติสัญญาสัมปทานในระบบ 2จี โดยให้กระทรวงไอซีที และกระทรวงการคลัง ตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณาการออกใบอนุญาตระบบโทรคมนาคมระบบ 3จี เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม แทนระบบสัมปทาน 3จี แต่ทั้งหมดต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กทช.ก่อน โดยมองว่าหากมีการเปลี่ยนจากสัมปทาน มาเป็นใบอนุญาต ก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขัน และประหยัดทรัพย์สิน ประมาณ 30-40% รวมถึงทำให้การเชื่อมโยงเครือข่ายครอบคลุมทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ให้เวลาคณะกรรมการ 30 วันดำเนินการ เพื่อไม่ให้กระทบต่อตารางของ กทช. เรื่องการประมูลระบบ 3จี ขณะที่การเปลี่ยนแปลงระบบสัมปทานต้องไม่ทำให้รัฐสูญเสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ และต้องไม่กระทบต่อคดีข้อพิพาททางกฎหมาย
ขณะที่ นายอานุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระสื่อสารและสารสนเทศ กล่าวภายหลัง ครม.เห็นชอบกับแนวทางยกเลิกสัมปทานมือถือระบบ 2จี เปลี่ยนมาเป็นการออกใบอนุญาต หรือไลเซ่นส์ จากกรรมการ กทช.แทน ว่า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการทำได้ก็จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม เหมือนเป็นการล้างไพ่ โดยจะทำให้ปัญหาความวุ่นวายต่างๆ เช่น เรื่องค่าเชื่อมโยงโครงข่าย หรือ แอ็คเซ็สชาร์จ หมดไป
ทั้งนี้ มองว่าการตั้งตุ๊กตา เช่น กำหนดระยะเวลาไลเซ่นส์ 15 ปี การจ่ายค่าธรรมเนียม 12.5% ต่อปี ยังเกินอำนาจของรัฐบาลคงต้องให้ กทช.ดำเนินการ หาก กทช.เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่การให้ไลเซ่นส์ของ กทช.ก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มาตรา 80 (4) ได้กำหนดเอาไว้ คือ สามารถให้ไลเซ่นส์ได้ตามอายุสัมปทานที่เหลือของผู้ประกอบการเท่านั้นไม่สามารถให้ได้มากกว่านั้น ส่วนข้อเสีย คือ ถ้าแนวทางดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ ก็เหมือนกับมอบอำนาจไอซีทีทั้งหมดไว้ที่ กทช.ทั้งในด้านนโยบายและการกำกับดูแลก็ยังมีข้อเสียคือทำให้นโยบายด้านไอซีทีถูกตัดขาดจากประเทศ โดยรัฐบาลไม่สามารถควบคุมอะไรได้
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การยกเลิกสัมปทานจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ทำให้ระบบ 2จี และ 3จี อยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกันโดยมีอายุไลเซ่นส์ ค่าธรรมเนียมที่เท่ากัน ขณะเดียวกัน จะทำให้ผู้ประกอบการมือถือรายเดิมที่ได้รับไลเซ่นส์ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิร์ตซ ไม่มีแรงจูงใจในการโอนย้ายลูกค้าเข้าสู่ระบบใหม่ อย่างไรก็ตาม มองว่ากระบวนการดังกล่าวยังมีความซับซ้อน สูตรต่างๆ ยังออกมาไม่หมด เช่น ถ้าผู้ประกอบการรายเดิมจะขอไลเซ่นส์จะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าไร เป็นต้น โดยเรื่องดังกล่าว กทช.กระทรวงการคลัง กระทรวงไอซีที ต้องหารือร่วมกัน
นายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยที่รัฐบาลจะยกเลิกสัมปทาน ทั้งนี้ เอกชนต้องส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสร้าง-โอน-บริการ (บีทีโอ) ให้ครบ 100% ด้วย จากปัจจุบันบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ในฐานะคู่สัญญายังโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้กับ กสท ไม่ถึง 50% โดยอ้างว่าตู้คอนเทนเนอร์ อาคาร และเสาอากาศ เป็นสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเอกชนโอนทรัพย์สินตามสัญญาบีทีโอแล้วก็จะต้องดำเนินตามไลเซ่นส์ใหม่ โดยจะต้องมาเช่าใช้โครงข่ายเดิม อีกทั้งจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 12.5% ในส่วนการเช่าใช้โครงข่ายนั้นต้องการให้อยู่ในอัตรา 12.5% เช่นกัน เพื่อจะได้เท่ากับส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน
ด้านนายโสภณ ยาเอก กรรมการสหภาพรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของกระทรวงการคลัง และเห็นว่าเจตนาของรัฐบาลครั้งนี้ ผิดปกติ และเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งที่อายุสัญญาใกล้จะสิ้นสุดลง เนื่องจาก ที่ผ่านมาเอกชนเป็นผู้ลงทุนโครงข่ายแทนทีโอทีภายใต้สัญญาร่วมการงาน และเมื่อสิ้นสุดสัญญาให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของทีโอที ดังนั้น การที่เอไอเอสจะสิ้นสุดสัมปทานลงในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะตกเป็นของทีโอที และสามารถนำมาบริหารจัดการทั้งในรูปแบบให้เช่าใช้โครงข่าย หรือให้สิทธิเอกชนบริหาร สุดท้ายรายได้จะกลับมาที่ทีโอทีทั้งหมด
กรรมการสหภาพรัฐวิสาหกิจ ทีโอที กล่าวต่อว่า แม้พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ในการกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ… จะมามีผลบังคังใช้ในปี 2553 ตามมาตรา 84 ที่กำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องส่งคืนรายได้สัมปทานให้รัฐทั้งหมด ในปีที่ 3 หลังกฎหมายบังคับใช้ คือราวปี 2557 ก็ เท่ากับว่าทีโอที จะส่งรายได้สัมปทานเพียงปีเดียว แต่การที่รัฐจะเลิกสัมปทาน โดยที่ให้ทีโอที มีรายได้จากการให้เช่าใช้โครงข่ายนั้น ไม่สามารถชดเชยรายได้สัมปทานที่หายไปได้ อย่างไรก็ตาม สหภาพฯ คงจะต้องเดินหน้ากดดันการดำเนินการนี้ของรัฐบาล ทั้งในรูปแบบเวทีปราศรัย หรือเรียกร้องไปที่ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม อาจจำเป็นต้องทำผิดกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับทีโอที
โพสโดย ข่าวไอที
/ ที่มาของข่าว : ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 20 – 07 – 2553