blogger counters

อาเซียน ขานรับวิจัยเขื่อนเนคเทค มั่นใจขึ้นแท่นผู้นำเทคโนฯ


เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ICT-base Real Time Monitoring and Management System for Dam Safety (DMA) ให้แก่ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน ได้แก่ พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และมาเลเซีย เพื่อถ่ายทอดความรู้ ตัวอย่างระบบสื่อสารและจัดเก็บข้อมูลชุดตรวจวัดแรงดันน้ำของเขื่อน (DMA) โดยประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนสามารถนำไปพัฒนาเป็นระบบช่วยดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงของเขื่อนประเทศตน และช่วยลดการนำเข้า และพึ่งพาเทคโนโลยีระบบเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงเขื่อนจากต่างประเทศ ขณะที่ประเทศไทยเริ่มนำร่องแล้วที่ เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ท้าวความว่า สืบเนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต้องการติดตั้งระบบช่วยดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงเขื่อน โดยอาศัยการวัดค่าต่างๆ เช่น การวัดระดับน้ำใต้ดินในหลุมวัดน้ำการวัดแรงดันของหัววัดที่ติดตั้งที่ตัวเขื่อน การวัดความเร่งของแผ่นดินไหว การคาดเดาปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ เพื่อการเก็บน้ำ เป็นต้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดระบบสื่อสารและจัดเก็บข้อมูลชุดตรวจวัดแรงดันน้ำของเขื่อน หรือ ดีเอ็มเอ

ส่วนหลักการทำงานของเทคโนโลยีดังกล่าว นายอุดม ลิ่วลมไพศาล นักวิจัย 1 หน่วยปฏิบัติการวิจัยพัฒนาการควบคุมและระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม หรือ ไอซีเอ เนคเทค อธิบายว่า ประกอบกอบด้วย หน่วยวัดคุมระยะไกล (อาร์ทียู) ติดตั้งจำนวน 12 กล่อง ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากแต่ละหัววัดคือ เซ็นเซอร์ ที่ติดตั้งบริเวณเขื่อนจำนวน 19 หลุม เพื่อส่งข้อมูลผ่านระบบการสื่อสาร ทั้งแบบมีสาย(ออฟติกคอลไฟเบอร์) และแบบไม่มีสาย (จีพีอาร์เอส) ผ่านไปยังระบบคอมพิวเตอร์ฐานข้อมูล เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก่อนนำส่งไปยังระบบวิเคราะห์ความปลอดภัยและความมั่นคงของเขื่อนต่อไป นอกจากนี้ ยังวางแผนติดตั้งเซ็นเซอร์เพิ่มเป็น 27 ตัว รอบเขื่อนภายใน ปี 2555

นักวิจัย 1 หน่วยปฏิบัติการไอซีเอ เนคเทค อธิบายต่อว่า ที่ผ่านมาเขื่อนวชิราลงกรณ์ จ.กาญจนบุรี ได้นำเข้าระบบที่คล้ายคลึงกันมาจากอิตาลี มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ขณะที่ ต้นทุนการวิจัยและพัฒนาระบบดังกล่าวอยู่ที่ 9.9 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการวิจัยกว่า 8 เดือน และเริ่มติดตั้งเมื่อปี 2551 ระบบสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ โดยพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขื่อน คือ เซ็นเซอร์จะร้อง เมื่อมีปริมาณน้ำสูงขึ้นจากเดิม หรือเขื่อนมีรอยรั่ว โดยจะส่งข้อมูลกลับไปที่อาร์ทียู ก่อนส่งกลับไปตัวเซ็นเซอร์เพื่อดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม เนคเทคยังออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน และลักษณะเขื่อนในประเทศไทย อีกทั้ง พัฒนาเพิ่มเติมใช้งานกับระบบสายส่งไฟฟ้า และระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวด้วย

นายมะโนช มากจันทร์ หัวหน้ากองบำรุงรักษาโยธา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสริมว่า จากเดิม กฟผ. ใช้การตรวจวัดค่าด้วยบุคลากร แต่โดยโครงสร้างของเขื่อนที่มีความยาว มีจุดที่ต้องวัดค่อนข้างมากทำให้เกิดปัญหาทั้งระยะในการวัดและข้อมูลที่ได้รับ ด้วยเหตุนี้ จึงร่วมมือกับเนคเทค วิจัยและพัฒนาระบบดีเอ็มเอขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ แม่นยำ และสะดวกรวดเร็ว   

สำหรับเขื่อนรัชชประภา นั้น ประกอบด้วย 4 ชั้น ได้แก่ ตรงกลางเป็นแกนดินเหนียว เพราะเป็นวัสดุการซึมผ่านน้ำได้น้อย ถัดออกมาเป็นดินถม ข้างๆ ป้องกัน และชั้นนอกสุดเป็นหินกรอง ส่วนชั้นนอกสุดโดยรอบเขื่อนเป็นหินทิ้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ เขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว

นายวานอดิล บิล วานเจมิว นักวิจัยอาวุโส สถาบันไมมอส ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า หลังจากศึกษาระบบไอทีของเนคเทคแล้ว พบว่าระบบไอซีทีของไทยมีความจำเป็นต่อการพัฒนาด้านต่างๆ ไม่เฉพาะระบบเขื่อนอย่างเดียว โดยเบื้องต้นจะนำงานวิจัยของเนคเทคไปพัฒนาต่อยอดในอุตสาหกรรมด้านการเกษตร แม้ว่าก่อนหน้าจะนำเข้าเทคโนโลยีคล้ายคลึงจากแถบยุโรปออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มาแล้วก็ตาม

นักวิจัยอาวุโส สถาบันไมมอส ประเทศมาเลเซีย เผยต่อว่า หากจะเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคโนโลยีประเทศไทยกับทั่วโลกอย่างเช่น ยุโรปหรือ เยอรมันนั้น มองว่าเปรียบเทียบกันยาก เพราะบางอย่างที่ไทยใช้อยู่ก็สามารถพัฒนาต่อได้ ขณะที่เทคโนโลยีบางอย่างไม่สามารถแข่งขันได้ 

ขณะที่ นายเกลน วินเซนท์ ซี โลเปซ ผู้เชี่ยวชาญระดับ 2 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง ประเทศฟิลิปปินส์ ยอมรับว่า งานวิจัยระบบดีเอ็มเอของเนคเทคมีความปลอดภัย และพร้อมใช้สมบูรณ์แบบ เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้เป็นการส่งข้อมูลแม่นยำขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มองว่าในประเทศไทยมีความพร้อมที่จะใช้งานได้เต็มที่ ต่างจากฟิลิปปินส์ ที่ภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะจึงไม่สามารถใช้ระบบจีพีอาร์เอสได้ แต่ถ้าปรับเปลี่ยนและนำไปใช้จะช่วยให้ระบบป้องกันสูงขึ้น และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ

ผู้เชี่ยวชาญระดับ 2 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง ประเทศฟิลิปปินส์ ยอมรับอีกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไทย อยู่อันดับต้นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า ทั้งนี้ หากจะแข่งขันระดับโลก ควรเริ่มจากระดับอาเซียนก่อน โดยเชื่อมั่นว่าไทยจะขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ไม่ยาก

แม้ว่าจะเกิดเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แล้ว แต่เนคเทคก็ยังไม่หยุดการวิจัยและพัฒนา แต่กลับมุ่งแสวงหาสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เพราะมูลค่าที่ได้จากการใช้งานจริงนั้นมหาศาล หากเทียบกับเม็ดเงินที่ต้องลงทุนไป โดยการันตีจากการใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงการลดต้นทุนจากการนำเข้า จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ความสนใจ และมั่นใจศึกษารายละเอียด เพื่อเก็บรวบรวมเป็นข้อมูล ก่อนต่อยอดงานวิจัยและปรับเทคโนโลยีดังกล่าวให้ใช้งานได้ตามภูมิประเทศของตน…

ทีมข่าวไอทีออนไลน์
itdigest@thairath.co.th

tag พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์,อุดม ลิ่วลมไพศาล,ปฏิบัติการวิจัยพัฒนาการควบคุมและระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม,ไอซีเอ,มะโนช มากจันทร์,ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ,เนคเทค,วิจัยเขื่อน,รัชชประภา,สุราษฎร์ธานี,อาเซียน,มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์,วานอดิล บิลวานเจมิว,เกลน วินเซนท์ ซี โลเปซ

 

โพสโดย ข่าวไอที

/ ที่มาของข่าว : ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 09 – 08 – 2553

Leave a Reply